ไปสู่เนื้อหา
สู่ยุคพลังงานเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Eco-Friendly Energy)

สู่ยุคพลังงานเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Eco-Friendly Energy)

Eco

ยานยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในอนาคต และการเปลี่ยนแปลงของรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงไปสู่การใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้านั้นเป็นเรื่องปกติ ตลาดรถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Car) นั้นเติบโตขึ้นเท่าตัวในทุกปี ในขณะที่ตลาดรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงโตเพียง 2% ต่อปี เกีย มอเตอร์สเองก็ได้มีบทบาทสำคัญในตลาดรถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Car) เช่นกัน เมื่อเกียรวมกับ ฮุนได มอเตอร์ส คอมพะนี แล้ว ได้รับส่วนแบ่งตลาด Green Car ทั่วโลกมากเป็นอันดับที่ 2 ตั้งแต่ปี 2017 ซึ่งเร็วกว่าที่เกียตั้งเป้าหมายไว้ที่ปี 2020

“เกีย” เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ภายใต้ “Dynamics” นั้นถือเป็นคุณค่าของแบรนด์เกีย, “Eco” บ่งชี้ถึงทำให้เกิดนิยามใหม่ว่า “Eco dynamics” ที่ถือเป็นยานยนต์แห่งความยั่งยืน และแสดงถึงสิ่งที่เกียทำเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

ในปี 2018 เป้าหมายของเราคือการรักษาตำแหน่งการเป็นอันดับที่ 2 ในตลาด Green Car พร้อมไปกับการตั้งเป้าหมายใหม่ที่จะเพิ่มรุ่นรถยนต์ Green Car 16 รุ่น ประกอบด้วย HEV จำนวน 5 รุ่น, PHEV จำนวน 5 รุ่น, EV จำนวน 5 รุ่น และ FCEV อีก 1 รุ่นภายในปี 2025 เริ่มต้นจากการเปิดตัว Niro พลักงานไฟฟ้า และเวอร์ชั่น HEV, PHEV ในปี 2016 และ 2017 ตามลำดับ อุตสาหกรรมรถยนต์ได้ขับเคลื่อนสู่อนาคตอย่างรวดเร็ว และรถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนั้น Green Car เป็นตัวแทนที่ตอกย้ำความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นอย่างยิ่ง

ECO
เริ่มจากการเปิดตัวรถยนต์ไฮบริดหลายรุ่น และได้เปิดตัวรถยนต์ไฮบริดขนาดใหญ่อย่าง Optima (K5) ในปี 2011 ตามด้วย Cadenza (K7) ในปี 2013 และ Niro HEV ในปี 2016 ด้วยปณิธานที่แน่วแน่ที่จะเปิดตัวรถยนต์ไฮบริดทุกรุ่นเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับลูกค้าในอนาคต เกียรุ่น Niro ได้ถูกพูดถึงอย่างมากในเรื่องการรวมระบบไฮบริดไว้ในร่าง SUV อีกทั้งยังโดดเด่นในเรื่องความประหยัดโดยมีอัตราสินเปลืองเชื้อเพลิงเพียง 19.5 กิโลเมตรต่อลิตร และปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 79 กรัมต่อกิโลเมตร นอกจากนี้ แบตเตอรี่ของ Niro HEV ได้ถูกติดตั้งอยู่ใต้เบาะนั่งตอนหลัง ส่งผลให้ภายในมีห้องโดยสารที่กว้างขวางและพื้นที่ช่องเก็บสัมภาระท้ายก็ยังจุสัมภาระได้จำนวนมาก นอกจากนี้ยังได้รับความเชื่อถือที่ดีจากลูกค้าด้วยระยะเวลารับประกันคุุณภาพตัวรถที่ยาวนาน

ในปี 2017, เกีย Niro กลายเป็นรถยนต์ไฮบริดที่มียอดขายสูงที่สุดในตลาดเกาหลี และเป็นอันดับที่สองในตลาด Green Car ที่สหรัฐอเมริกา อีกทั้งยังเป็นรถยนต์แบรนด์เกาหลีแบรนด์แรกที่มีราคาขายต่อที่สูงที่สุดในกลุ่มรถยนต์พลังงานทางเลือกรุ่นอื่นในกลุ่มเดียวกัน (ข้อมูลการจัดอันดับจาก Automotive Lease Guide of the U.S)

ในทุกการออกแบบ เราคำนึงถึงความประหยัดเชื้อเพลิงตั้งแต่เริ่มต้น โดยเลือกสรรเฉพาะระบบส่งกำลังที่มีความ eco-friendly รถยนต์เกียรุ่น Niro ถูกออกแบบให้มีทั้ง hybrid, plug-in hybrid, และระบบไฟฟ้าล้วน (EV) เกียเริ่มเปิดตัวรุ่น Niro Hybrid ในปี 2016 ตามมาด้วยเวอร์ชั่น plug-in hybrid ในปี 2017 ซึ่งถือเป็นรถยนต์ plug-in hybrid รุ่นที่สองของเกียต่อจาก Optima (K5) PHEV ในรุ่น plug-in hybrid นี้ มีระยะการขับด้วยไฟฟ้าล้วน (EV Mode) มากถึง 40 กิโลเมตร และปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 26 กรัมต่อกิโลเมตร ทัั้งยังมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยเพียง 18.6 กิโลเมตรต่อลิตร และมีอัตราสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าอยู่ที่ 5.1 กิโลเมตรต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมงสำหรับ EV Mode ส่งผลให้ Niro Plug-in hybrid สามารถขับได้ไกลถึง 840 กิโลเมตรด้วยน้ำมันเต็มถังพร้อมแบตเตอรี่ชาร์จไฟเต็ม
ELECTRIC
เกีย มอร์เตอร์ส เปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) เป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการในรุ่น Ray EV ปี 2011 ตามมาด้วย Soul EV ในปี 2014 หลังจากนั้นมั้งสองรุ่นได้ถูกพัฒนาเรื่อยมาทุกๆปี ในปี 2018 มีรุ่นใหม่ที่ถูกพัฒนาให้มีระยะการขับขี่ได้ไกลขึ้นมาก ผลมาจากทีมพัฒนาที่ปรับปรุงระบบโมดูลของแบตเตอรี่ให้มีขนาดเล็กลงกว่า 5 กิโลวัตต์-ชั่วโมง เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอย แต่ชดเชยด้วยประสิทธิภาพการกระจายน้ำหนักของตัวรถอย่างสมดุล และเพิ่มประสิทธิภาพในการกับเก็บกระแสไฟฟ้าภายในแบตเตอรี่อีกด้วย

นอกจากนี้ Niro EV ได้เข้ามาทำตลาดในปลายปี 2018 ซึ่งมาพร้อมกับระยะทางเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 380 กิโลเมตร มากกว่า Soul EV (180 กิโลเมตร) รุ่นแรกมากกว่าสองเท่า นอกจากนี้ เกีย มอเตอร์ส เมื่อสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการชาร์จแบตเตอรี่ให้เร็วขึ้นได้ เราจึงเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าในรุ่นย่อย short-range และ long-range เพื่อตอบสนองหลากหลายความต้องการในตลาด นอกจากนี้ ในปัจจุบันระบบการชาร์จแบบ high voltage system ยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา พร้อมกันนี้เราได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาของเครื่องชาร์จแบบ high-voltage fast charger เพื่อสร้างมาตรฐานสากลและส่งเสริมให้รถยนต์ EV เป็นที่นิยมในตลาดมากยิ่งขึ้น

Fuel cell electric vehicle (FCEV) คือ รถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าชนิดหนึ่ง แต่ใช้เซลเชื้อเพลิงเพื่อสร้างกระแสไฟฟ้าจากการทำปฏิกิริยาเคมีรวมกันระหว่างออกซิเจนจากอากาศและไฮโดรเจนที่ถูกอัดในถังความดันสูง มาเป็นเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้รถยนต์ประเภทนี้เป็นพลังงานที่สะอาดมากเพราะของเสียจากการทำปฏิกิริยาทางเคมีดังกล่าวจะมีเพียงน้ำเท่านั้น ถึงแม้ว่าระยะเวลาในการชาร์จไฟจะเร็ว แต่โครงสร้างพื้นฐานอย่างสถานีชาร์จพลังงานไนโตรเจนยังไม่เพียงพอ ทำให้รถยนต์ประเภท FCEV นี้ยังเป็นที่นิยมในตลาด ถึงแม้ตลาดรถยนต์พลังงานทางเลือกอื่นๆจะโตขึ้นและมั่นคงมากขึ้น แต่ FCEV นับว่าเป็นเพียงทางเลือกในอนาคตของรถยนต์รักษ์โลกประเภทหนึ่งเท่านั้น เกีย มอเตอร์สได้เริ่มพัฒนารถยนต์เทคโนโลยีเซลเชื้อเพลิงนี้มาตัั้งแต่ปี 1998 ตามด้วยการพัฒนาในรุ่นแรกของ Mohave FCEV ในปี 2003 และตามด้วยรุ่นที่สองที่อยู่ระหว่างการทดสอบในปี 2008 โดยรุ่นนี้สามารถขับขี่ได้ระยะทางไกลถึง 690 กิโลเมตรต่อการชาร์จครั้งเดียว พร้อมทั้งยังสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง